พุทธศาสตร์ โหราศาสตร์ หัตถศาสตร์ ภูมิลักษณ์ศาสตร์ (ฮวงจุ้ย) นรลักษณ์ศาสตร์ (โหงวเฮ้ง)

โหราศาสตร์ด้านดาราศาสตร์ (โหราศาสตร์กาแลคซี่)

 

   ดาวศุกร์ (Venus)

     
          เป็นดาวเคราะห์อยู่ใกล้โลกที่สุด มีแสงสุกใสมาก ชั้นบรรยากาศประมาณ 96.5% เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่มีน้ำ มีแต่ไอน้ำ อุณหภูมิเฉลี่ย 482 ํC สูงพอที่จะทำให้หินอ่อนตัว ทำให้เกิดรอยแตก พื้นผิวส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟ  
  เส้นผ่าศูนย์กลาง : 12.104 กิโลเมตร  ระยะห่างเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 108.200.000 กิโลเมตร  
  มวลสาร : 0.815 เท่าของโลก จำนวนดวงจันทร์บริวาร 0   ดวง  
  โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ 224.70 วัน อัตราการหมุนรอบตัวเอง   243.01 วัน  
     

           ดาวศุกร์เป็นดาวพระเคราะห์วงในของโลก (Inferior Planets) อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ๖๗,๒๔๕,๐๐๐ ล้านไมล์ ไม่ปรากฏว่ามีดาวจันทร์เป็นบริวารเลยมีวิถีการโคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ดังนั้นระยะเวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ย่อมจะต้องเร็วตามส่วนที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ ๗,๗๐๐ ไมล์ ซึ่งมีขนาดเล็กเกือบเท่ากับโลกของเรา มีน้ำหนักเป็น ๑๐ เท่าของโลก หมุนรอบตัวเองครบ ๑ รอบใช้เวลา ๒๓ ชั่วโมง หมุนรอบดวงอาทิตย์ ๒๒๕ วัน เราจะสังเกตเห็นดาวศุกร์ตกหลังจากดวงอาทิตย์ตกแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคมแล้วกลับไปเป็นดาวรุ่งผกายพฤกษ์ตกก่อนดวงอาทิตย์นับตั้งแต่เดือนกันยายน เป็นต้นไปตลอดถึงสิ้นเดือนธันวาคม
           โครงสร้างของดาวศุกร์ (Structure of the Venus) นักดาราศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ทราบว่า ที่พื้นผิวของดาวศุกร์มีกลุ่มเมฆปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น ไม่สามารถที่จะมองเห็นว่ามีภูเขาไฟหรือหินกรวดทราย ตลอดจนพันธุ์ต่างๆ ได้เลย เป็นดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีแสงสุกใสยิ่งกว่าดาวพระเคราะห์ดวงอื่นๆ มองจากกล้องส่องดูดาวแล้ว จะเห็นได้สวยงามมากเป็นดาวใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับโลกดวงหนึ่ง ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่ได้เลย เนื่องจากมีอุณหภูมิสูงกว่าโลกเราถึง ๑ ๑/๒ เท่า เพราะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากกว่าโลกดังกล่าวนั่นเอง
           อัตราการโคจรของดาวเคราะห์วงในของโลกมี ๒ ประการ คือ ดาวเคราะห์วงในโคจรเดินหน้าปกติ จะมีความเร็วสูงสุดคิดเป็นระยะเชิงมุม ดาวศุกร์ประมาณ ๑ องศา ๑๘ ลิปดา ต่อ ๑ วัน แต่ถ้าดาวเคราะห์วงในโคจรในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางโคจรเดิม หรือเรียกว่าพักร (ถอยหลัง) (Retrograde Motion) จะมีความเร็วสูงสุดคิดเป็นระยะเชิงมุมสำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๓๘ ลิปดา ต่อ ๑ วัน แสดงว่า ดาวศุกร์ถ้าโคจรไกลโลกออกไปแล้ว จะโคจรเร็วกว่าธรรมดาประมาณ ๒ เท่า สำหรับอัตราการโคจรที่ช้าที่สุดของดาวเคราะห์วงในได้แก่การโคจรวิกลคติ หรือ มน (หยุดนิ่ง) (Stationary)
           การเพ็ญและดับของดาวเคราะห์วงในของโลก นอกจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์แล้ว ดาวศุกร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์วงในดวงหนึ่ง ที่มีรัศมีสีแสงสุกใสที่สุดกว่าดาวเคราะห์ทั้งปวง ถ้าหากว่าดาวศุกร์มีระยะเชิงมุมมากที่สุดแล้ว จะสามารถมองเห็นดาวศุกร์ได้ในตอนเช้าตรู่หรือตอนหัวค่ำ เมื่อเปรียบเทียบระยะเชิงมุม (Elongation) ที่สัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์วงในระหว่างดาวพุธกับดาวศุกร์แล้ว ดาวพุธมีระยะเชิงมุมอย่างมากที่สุดประมาณ ๒๘ องศา ส่วนดาวศุกร์มีประมาณ ๔๘ องศา เกือบเท่าตัวในลักษณะเช่นนี้ เราเรียกว่า ดาวพุธและดาวศุกร์ได้โคจรเข้าสู่จุดเพ็ญสนิทองศา ข้อควรจำอย่างง่ายๆ ก็คือ เมื่อดาวพุธหรือดาวศุกร์ มีระยะเชิงมุมห่างจากดาวอาทิตย์ในดวงชะตากำเนิดทั้งหน้าและหลังในระยะดังกล่าว เราเรียกว่า เพ็ญพุธ และเพ็ญศุกร์
           การดับของดาวเคราะห์วงในของโลก เกิดจากแสงของดวงอาทิตย์เข้าบดบัง หรือข่มรัศมีหรือแสงของดาวเคราะห์วงในให้สิ้นไป จนไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์วงในได้ถือว่าดาวเคราะห์วงในดับ ดาวศุกร์เมื่อโคจรโดยปกติ ในขณะที่มีองศาใกล้จะถึงดาวอาทิตย์มีระยะห่างเชิงมุม ๕ องศา ทั้งหน้าและหลัง ถือว่าดาวศุกร์โคจรเข้าสู่จุดดับ และเมื่อทับดาวอาทิตย์ในระยะ ๓ องศา ๒๐ ลิปดา หรือองศาเท่ากัน ดาวศุกร์ก็จะเข้าสู่จุดดับสนิทเมื่อโคจรพ้นอาณาเขต ห่างจากดาวอาทิตย์ระยะ ๕ องศาไปแล้ว ก็พ้นอาณาเขตจุดดับดาวเคราะห์วงในจะต้องอยู่ในแนวเดียวกันกับโลก และดวงอาทิตย์ และหรือดาวเคราะห์วงในอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ เรียกว่า ดับใกล้โลก หรือดวงอาทิตย์อยู่กลางระหว่างโลกกับดาวเคราะห์วงในก็ได้ในกรณีเช่นนี้เรียกว่า ดับไกลโลก แต่ถ้าในเวลาใดดาวเคราะห์วงในมีระยะเชิงมุมมากที่สุด ทำให้แสงของดวงอาทิตย์ ไม่สามารถข่มแสงของดาวเคราะห์วงในได้ จึงทำให้เห็นดาวเคราะห์วงในชัดเจน ในกรณีเช่นนี้เรียกว่า ดาวเคราะห์วงในเพ็ญ หากว่าการบดบังแสงของดาวเคราะห์วงใน เกิดจากดวงจันทร์แล้ว สงเคราะห์เรียกได้ว่า ดับแต่ไม่มีเพ็ญ การเพ็ญและดับ ในกรณีแรกซึ่งเกิดจากการสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์นั้นมีความสำคัญมากในการพยากรณ์ ซึ่งกระผมจะกล่าวในโอกาสต่อไป
           ลีลาของดาวเคราะห์วงในที่เกิดขึ้น สามารถพิจารณาเรียงตามลำดับได้ดังต่อไปนี้ ดาวเคราะห์วงในเพ็ญอยู่ในตำแหน่ง ค่ำสนธยา หมายความว่า ดาวเคราะห์วงในมีระยะเชิงมุมสูงสุด (Greatest Elongation) หรือระยะเชิงมุมสูงสุดสำหรับดาวศุกร์ ตั้งแต่ ๓๐ องศา ถึง ๔๘ องศา คำว่า ค่ำสนธยา (Evening Twilight) หมายความว่าในเวลาค่ำสามารถมองเห็นดาวเคราะห์วงในค้างฟ้าในทางทิศตะวันตกได้ เมื่อดวงอาทิตย์โคจรลับขอบฟ้าไปแล้ว หรือเรียกว่ามีระยะเชิงมุมสูงสุด ทางตะวันออก (East Elongation)
           เมื่อดาวเคราะห์วงในอยู่ในตำแหน่งเพ็ญค่ำสนธยาแล้วโคจรต่อไป จะพักร (Retrograde) ซึ่งหมายความว่าดาวเคราะห์วงในจะโคจรย้อนทางโคจรเดิมดาวศุกร์จะใช้เวลาพักรประมาณ ๔๐ วัน ถึง ๔๔ วัน ในขณะที่ดาวเคราะห์วงในกำลังพักรนี้ จะทำให้ดาวเคราะห์วงในดับใกล้โลก
           หลังจากที่ได้โคจรพักรตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ดาวเคราะห์วงในจะโคจรไปข้างหน้า ตามทิศทางการโคจรเดิม (Direct) ตามปกติ จนกระทั่งดาวเคราะห์วงในมีระยะเชิงมุมมากที่สุด (Elongation) อีกครั้งหนึ่ง ดาวเคราะห์วงในจะเพ็ญ แต่การเพ็ญครั้งนี้ สามารถเห็นได้ในตอนเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เรียกว่าเพ็ญรุ่งอรุโณทัย (Morning Twilight) ซึ่งสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ได้อย่างชัดเจนในทิศตะวันออก หรือเรียกว่า มีระยะเชิงมุมสูงสุดทางทิศตะวันตก (West Elongation)
           หลังจากที่ดาวเคราะห์วงในเพ็ญรุ่งอรุโณทัยแล้ว ดาวเคราะห์วงในจะโคจรต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการดับครั้งนี้ ดาวเคราะห์วงในจะต้องอยู่ในทิศทางตรงข้ามกับโลก กล่าวคือมีดวงอาทิตย์อยู่กลาง ซึ่งเป็นการดับไกลโลก ต่อจากนี้ดาวเคราะห์วงในจะโคจรต่อไปจนกระทั่งเพ็ญค่ำสนธยาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะซ้ำกันกับที่ได้กล่าวมาแล้ว และจะเป็นเช่นนี้ตลอดกาล
           คติจรของดาวเคราะห์วงใน เนื่องจากดาวเคราะห์วงในมีการโคจรย้อนกลับตรงข้ามกับทางโคจรเดิม หรือเรียกว่าพักรนั้น คติจรของดาวเคราะห์วงในจึงต้องมีครบหมดทั้ง ๖ ประการด้วยกันคือ
           ๑.การโคจรโดยปกติประจำ (Mean daily Motion) เป็นการโคจรเดินหน้าของดาวเคราะห์วงในด้วยความเร็วเฉลี่ยคิดเป็นระยะเชิงมุม สำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๑ องศา ๑๒ ลิปดา ต่อวัน หรือ ๓ ลิปดาต่อ ๑ ชั่วโมง
           ๒.การโคจรเร่งรีบ (Acceleration) เป็นการโคจรเดินหน้าของดาวเคราะห์วงในด้วยความเร็วสูงสุดคิดเป็นระยะเชิงมุม สำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๑ องศา ๑๘ ลิปดา ต่อวันหรือประมาณ ๓.๒๕ ลิปดา ต่อ ๑ ชั่วโมง

           ๓. การโคจรช้า (Slow Motion) เป็นการโคจรเดินหน้าของดาวเคราะห์วงในด้วยความเร็วต่ำสุด คืออาการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว หรือมีค่าเท่ากับ ๐
           ๔. การโคจรถอยหลัง (Retrograde Motion) “พักร” เป็นการโคจรถอยหลังในทิศทางตรงข้ามกับทางโคจรเดิมด้วยความเร็วปกติ คิดเป็นระยะเชิงมุมสำหรับดาวศุกร์ ประมาณ ๓๐ ลิปดา ต่อ ๑ วัน หรือประมาณ ๑.๒๕ ลิปดาต่อ ๑ ชั่วโมง องศาพักรอย่างมากสำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๑๖ องศา ส่วนองศาที่พักรอย่างน้อยที่สุด สำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๑๕ องศา จำนวนวันพักรอย่างมาก สำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๔๔ วัน ส่วนจำนวนวันที่พักรอย่างน้อยที่สุดสำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๔๐ วัน สำหรับระยะเวลาที่ดาวเคราะห์วงในสามารถสถิตอยู่ในราศีใดราศีหนึ่ง โดยมีทั้งโคจรเดินหน้าตามปกติและพักร ภายในราศีเดียวกันมีระยะเวลาอย่างน้อยและมาก สำหรับดาวศุกร์ใช้เวลาอย่างน้อย ๒๔ วัน อย่างมาก ๑๒๕ วัน อย่างไรก็ตามทีถ้าดาวศุกร์มีระยะเชิงมุม (Elongation) มากกว่า ๑๓ องศา แล้วไซร้ถือว่าโอกาสพักรได้เสมอ
           ๕. การโคจรถอยหลังอย่างเต็มที่ (Exceeding Retrograde Motion) เป็นการโคจรถอยหลังในทิศทางตรงข้ามกับทางโคจรเดิมด้วยความเร็วสูงสุดผิดปกติ คิดเป็นระยะเชิงมุมสำหรับดาวศุกร์ประมาณ ๓๘ ลิปดา ต่อ ๑ วัน หรือประมาณ ๑.๕๘ ลิปดาต่อ ๑ ชั่วโมง
           ๖. การโคจรอยู่กับที่ (Stationary) เป็นการหยุดนิ่งของดาวเคราะห์วงในก่อนที่จะโคจรไปข้างหน้าตามปกติ หรือโคจรย้อนกลับทางโคจรเดิม ระยะเวลาที่หยุดนิ่งของดาวศุกร์ ประมาณ ๕ วัน
           สัญลักษณ์ของดาวศุกร์ในทางสากล คือ  อักษรย่อแทนดาวคือ ศ. มาจากคำว่า ศุกรวาร เลขที่ใช้แทนดาวศุกร์คือ ๖. ชื่อที่เรียกมี ศุกระ ศุกร์ ศุโกร ศุกรวาร ฯลฯ
           ความหมายของดาวศุกร์ในทางโหราศาสตร์ หลักครูท่านให้พยากรณ์ว่า “ทายกิเลสรึงรัดหรือทายโภคทรัพย์ ให้ทายศุกร์” วิถีชีวิตจะสมบูรณ์พูนสุขด้วยโภคทรัพย์มากน้อยแค่ไหน อย่างไรโลกจะเป็นสวรรค์หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับอิทธิพลของดาวศุกร์ ในดวงชะตาของประเทศ ดาวศุกร์นี้ถือเป็นดาวขุนคลังของประเทศทีเดียว ในดวงชะตาผู้ใดถ้ามีดาวศุกร์ได้มาตรฐานเด่น เช่น เป็นอุจจ์ มหาจักร์ เกษตร ราชาโชค อุจจาวิลาศ อุจจาภิมุข หรือดาวศุกร์กำลังโคจรเข้าสู่จุดเพ็ญ ตั้งอยู่ในจุดตั้งรับกับลัคนาเวลาเกิดที่ดี ย่อมส่งผลคุณให้ชะตา เป็นบุคคลที่น่ารักใคร่มีอารมณ์เยือกเย็น โปรดปรานในเรื่องแสงสีแฟชั่นโชว์ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ล้ำยุค มีความสุขอยู่บนกองเงินกองทอง ความรักเพศสัมพันธ์สดใส ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงหลงไม่แพ้เท่ากับพกพระขุนแผน หรือนางพระยาทีเดียว แม้ว่าจะมีอายุเข้าสู่เลยวัยกลางคนไปแล้วก็ไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวสกปรก มีนิสัยเรียบร้อยอยู่เป็นนิจ จึงเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วๆ ไป เข้าหลักรูปก็งาม อัธยาศัยก็ดีทรัพย์ก็มี ก็จำเป็นอยู่เองที่ใครๆ ก็ต้องหมายปองไขว่คว้าแสวงหามาเป็นสมบัติแห่งตน
           หากมีเหตุบังเอิญในดวงชะตาผู้ใด ดาวศุกร์เสื่อมอิทธิพล เช่น เป็นนิจ ประ พินทุบาทว์ อยู่ในเรือน อริ มรณะ วินาศน์ แก่ลัคนาจุดเกิด หรือได้รับอิทธิพลร่วมกับดาวคู่ศัตรูเข้า ก็ทำให้มีชีวิตหมดความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศตรงข้ามคู่ครอง หรือฐานะทางการเงินฝืดเคืองเต็มที อาทิเช่น ดาวศุกร์เล็งลัคนา หลักครูท่านกล่าวไว้ว่า ศุกร์เจ็ด อาจารย์เจ้าว่าร้อนนิรันดร ความสุขในเพศตรงข้ามไม่ดีเอาเสียเลย ในดวงชะตาของสมณเพศส่วนมากที่บวชนานๆ ปี ข้าพเจ้าพบมามักมีดาวศุกร์เสียในชะตาเข้าหลักเอาผ้ากาสาวพัตรเป็นที่พึ่ง เพราะโลกในทางฆราวาสนั้น มองดูทางไหนก็ไม่มีวันสดใส อย่าได้ริรักใคร่กับเพศตรงข้ามเลย เข้าหลักได้ไม่ดี ถึงดีก็ไม่ได้ มีตำหนิมากในเรื่องนี้ ทรัพย์สินการเงินก็มักถูกคนอื่นหลอกลวง
           โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากดาวศุกร์ คือ โรคหลอดลมอักเสบ ไตพิการ กามโรค ริดสีดวงทวาร โรคเกี่ยวกับมดลูก ไส้เลื่อน ท้องอืด มึนศีรษะเป็นประจำ
           เกี่ยวกับสถานที่ได้แก่ โรงแรม สถานที่พักผ่อนหย่อนใจตากอากาศ โรงมหรสพ ร้านขายเครื่องสำอาง น้ำอบ น้ำปรุงต่างๆ โรงเรียนศิลป์อาชีพ สถานที่ประกวดนักร้อง นักแสดง แฟชั่นโชว์ พิพิธภัณฑ์ ที่เก็บรูปศิลป์สิ่งของในทางโลกีย์ หรือสถานที่ประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาของทางด้านความรัก เช่น ทัชมาฮาล เป็นต้น

         
 

ศุกร์เป็นมิตรกับอังคาร (ศุกร์ปากหวานอังคารรับเอา) ดาวศุกร์เป็นศัตรูกับดาวเสาร์

 
  แสดงถึงพระประจำวัน ได้แก่ ปางพระรำพึง  
  แสดงถึงเพศ ได้แก่ เพศหญิง  
  แสดงถึงยามอัฐกาล ได้แก่ ศุกร (ยามกลางวัน) ศุโกร (ยามกลางคืน)  
  แสดงถึงสี ได้แก่ สีฟ้า หรือน้ำเงิน  
  แสดงถึงเครื่องตกแต่ง ได้แก่ ไพลิน  
  แสดงถึงแร่ธาตุ ได้แก่ ทองแดง ธาตุน้ำ  
  แสดงถึงรส ได้แก่ รสฝาด  
  แสดงถึงนาม ได้แก่ อัชนาม  
  แสดงถึงอักษร ได้แก่ ศ, ษ, ส, ห, ฬ, ฮ  
  แสดงถึงทิศ ได้แก่ ทิศอุดร (ทิศเหนือ)  
         

 

  <<หัวเรื่องก่อนหน้านี้

หัวเรื่องถัดไป >>