พุทธศาสตร์ โหราศาสตร์ หัตถศาสตร์ ภูมิลักษณ์ศาสตร์ (ฮวงจุ้ย) นรลักษณ์ศาสตร์ (โหงวเฮ้ง)

หลักการพยากรณ์ดวงเมือง ตามคัมภีร์เผด็จรามเหียร
ในการปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในจังหวะเช่นจันทรุปราคา ดวงจันทร์จะค่อยเริ่มมืดมาทางตะวันออกทุกๆ ครั้งเป็นกฏตายตัว เพราะการโคจรของดวงจันทร์จะมุ่งสู่ทิศตะวันออก และเข้าไปในอาณาเขตเงามืดของโลก ซึ่งตรงกันข้ามกับการเกิดสุริยุปราคา ดวงอาทิตย์จะค่อยๆ เริ่มมืดมาทางทิศตะวันตก
เคยมีนักศึกษาและนักค้นคว้า ตลอดจนท่านผู้สนใจวิชาโหราศาสตร์หลายๆ ท่านได้ถามผมอยู่เสมอว่าการพยากรณ์ดวงชาตาเมืองจะเหมือนกับการพยากรณ์ดวงชาตาบุคคลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าจะมีอยู่อีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้กระจ่างแจ้งพอ ผมจึงขออธิบายโดยสังเขปเพื่อท่านที่ยังไม่เข้าใจ ยังสงสัย ยังคลางแคลงใจอยู่จะได้สิ้นกังวลหายสงสัยกันเสียที
ความจริง การพยากรณ์ดวงชาตาเมืองโดยทั่วๆ ไป หลักเกณฑ์การอ่าน และการวินิจฉัยทุกอย่าง ก็เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นดวงชาตาบุคคล ดวงฤกษ์งามอย่างใดการอ่านข้อแรกจะต้องอ่านดูว่า
1.ดาวเคราะห์ที่ครองเมืองดวงนั้นๆ ได้มาตรฐานหรือเปล่า ?
2.ธาตุ และลักษณะราศี เป็นอะไร ? (เช่น เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และลักษณะของราศีเป็นราศีชั้น 1-2-3 อย่างนี้เป็นต้น)
3.ความสัมพันธ์ของดาวเคราะห์ ได้โยกเกณฑ์อะไรบ้าง ? สัมพันธ์ดี สัมพันธ์ร้าย อย่างไร ? นี่
ท่านผู้อ่านก็จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์การทาย หรือการวินิจฉัยเหมือนกันทุกอย่าง แต่จะผิดอยู่ตรงที่ความหมายของดาวเคราะห์ กับ เรือน หรือ ภพ เท่านั้น ที่เปลี่ยนแปลงไปตามภูมิประเทศ เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมตามสากลนิยม ตามความหมายของภาคพยากรณ์ชาตาเมือง อย่างเช่น ความหมายของดาวเคราะห์ต่างๆ ในดวงชาตาเมือง แปลความหมายบางอย่างผิดกับดวงชาตาบุคคล ซึ่งผมจะกล่าวถึงความหมายที่เกี่ยวกับการพยากรณ์ดวงชาตาเมือง ดังนี้
ดาวอาทิตย์ ประมุขของประเทศ พระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี จักรวรรดิ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ผู้นำของประเทศ รัฐมนตรี นักบริหาร นักปกครอง ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ

ดาวจันทร์ พระราชินี ประชาชน พลเมือง มหาสมุทร และทะเลทั่วไป อาชีพ พลเมืองเกี่ยวกับทะเล-การเดินเรือ พืชผล การผลิต การกสิกรรม การเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่ของประชาชน พลเมือง สำหรับตำแหน่งของดวงจันทร์ โดยทั่วไปจะต้องเป็นตำแหน่งรองจากดาวอาทิตย์ทั้งนั้น (เพราะดาวจันทร์ต้องได้แสงจากดาวอาทิตย์นั่นเอง)

ดาวอังคาร ดาวสงคราม ทหารเรือ ทหารบก ทหารอากาศ ตำรวจ อาวุธทุกชนิด พวกขบถ พวกก่อการ นักก่อกวน อาชญากร ฆาตกร อัคคีภัย โรคระบาด ภยันตรายที่ร้ายแรง ผู้วางเพลิง คนวางยาพิษ ความผันแปร ความเคลื่อนไหว พลังงานและกัมมันตภาพในการดำเนินงาน
ดาวพุธ การคมนาคม การสื่อสาร พวกสื่อมวลชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย การชุมนุมทางการ การเมือง การอภิปรายในรัฐสภา การทำสัญญากับต่างประเทศ การเจริญพระราชไมตรี การสัมพันธ์ทางการฑูต การโฆษณาชวนเชื่อ ระดับการศึกษาของประเทศ
ดาวพฤหัสบดี ความไพบูลย์ ความสันติสุข การเจริญและการเสื่อมของศาสนา การเจริญของประเทศชาติบ้านเมือง พิธีการของกษัตริย์และพิธีการเกี่ยวกับประชาชนศัตรูลับของประเทศ (แนวที่ 5) อาชญากรรมที่ลึกลับสลับซับซ้อน
ดาวศุกร์ ความรักสวยรักงามของประชาชน การแสดงออกทางด้านจิตใจของประชาชนว่าสูงหรือต่ำ วิจิตรศิลป์ทุกชนิดของประเทศ เศรษฐกิจและหลักทรัพย์ การเงินทั่วไป นาฏศิลป์ของชาติ ความไพบูลย์ทุกขนิดของประเทศ และการรักสันติสุขของประชาชนพลเมือง
ดาวเสาร์ นักปกครอง รัฐมนตรีถึงพลทหาร-พลตำรวจ ข้าราชการ รัฐบาล-เทศบาล -ตำรวจ-สภาความยุติธรรม กฎหมาย ความเสมอภาคและระเบียบแบบแผน-วินัย เงินสำรองของรัฐ รัฐวิสาหกิจ การธนาคาร ทรัพย์ในดินสินในน้ำ อุตสาหกรรมหนัก-เบา คนควบคุมงานและงานก่อสร้างสาธารณะ (น่าจะเป็นเทศบาล) คนชรา ความอดอยาก ความหิวโหย ความยากจนค่นแค้นของประเทศ
ดาวมฤตยู ตัวแทนของประชาชน ผู้บริหารประเทศ ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบัญญัติกฎหมาย สภานิติบัญญัติ สภานคร สภาเมือง สภาท้องถิ่น องค์การสมาคมสโมสรต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญทางโทรทัศน์-วิทยุ วิทยาศาสตร์การขนส่งทางบกและทางอากาศ การสไตร๊ค การจลาจล การนัดหยุดงาน การประท้วง เกิดภัยภิบัติอย่าง
ร้ายแรง
ดาวเนปจูน หรือดาวพระสมุทร์-ดาวพระวรุณ ได้แก่ประชามติ ตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตย อิทธิพลและประโยชน์ของประชาชน องค์การสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล สภากาชาด กิจการเกี่ยวกับการกุศล ความสุข ความสันติ ความราบรื่น ความขาดแคลน ความอลเวง การขบถ การจลาจล การขัดแย้งทางการเมือง ความไม่พึงพอใจระหว่างชนชั้น
ดาวพลูโต หรือดาวพระยม หัวหน้าองค์การต่างๆ มรรคทายก องค์การกรรมกร งานเป็นกลุ่มหรืองานเป็นคณะ นายแทนผู้มีอำนาจ กรรมกรที่อ่อนระโหยโรยแรง สวัสดิภาพ และสังคมสงเคราะห์ พวกก่อการร้ายทางโจรกรรม การปฏิบัติ
ระเบียบและรากฐานที่เก่าๆ ออกให้หมด หรือทำลายของเก่าให้หมดสิ้นไป สร้างสรรของใหม่ขึ้นมาอีก อย่างหนึ่งเป็นต้น (ดาวนาหู และ ดาวเกตุ ไม่นิยมใช้แปลความหมายเกี่ยวกับดาวชาตาเมือง)
สำหรับ เรือน หรือ ภพ นั้น แปลความหมายผิดเพี้ยนกับดวงชะตาบุคคลบ้าง ซึ่งทั้งนี้ก็แล้วแต่กรณีแวดล้อม
เรือนที่ 1 หรือ ลัคนา หมายถึง รูปร่างและลักษณะของพื้นภูมิประเทศและพลเมือง ส่วนรวมทั้งหมด สภาพทั่วไปของตัวเมืองและประเทศ ความไพบูลย์พูลสุข มั่งมี ยากจน มากน้อยแค่ใหนแล้วแต่ตำแหน่งลัคนาของประเทศนั้นๆ จะสถิตย์ ราศีใหน? มีดาวศุภเคราะห์-ดาวบาปเคราะห์สัมพันธ์ถึงมากน้อยกว่ากันอย่างไร
เรือนที่ 2 เศรษฐกิจ ทรัพยากรของชาติ การคลัง การภาษีอากร ศุลกากร ธุรกิจ การงาน การค้าที่เกี่ยวกับการเงิน การธนาคาร ตลาดหุ้นส่วน การค้าระหว่างประเทศ ความเป็นอยู่ของประชาชนพลเมือง
เรือนที่ 3 การขนส่งทุกชนิดทั้งภายในและภายนอก การสื่อสาร-การคมนาคมของประเทศ อุตสาหกรรมการพิมพ์ ระดับการศึกษาของชาติ มหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง การสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เรือนที่ 4 สภาพดินฟ้าอากาศ พื้นดิน พืชผล ไร่นาธัญญาหาร อุตสาหกรรมหนักและเบา คณะพรรคในสภา การคมนาคมและการสื่อสารทั้งในและนอกประเทศ
เรือนที่ 5 งานเกี่ยวกับการสังคมของประชาชนพลเมือง สถานที่มหรสพต่างๆ ที่
หย่อนใจ โรงเรียน การกีฬา การพนันขันต่อ การแข่งขัน การสนุกสนานร่าเริงของประชาชน
แต่ละจังหวัด หรือแต่ละประเทศ
เรือนที่ 6 ข้าราชบริพาร ข้าราชการพลเรือน และชนชั้นกรรมาชีพ กองทัพต่างๆ ของรัฐ การสาธารณสุข การบริการของประเทศ สุขภาพของประชาชนพลเมือง สวัสดิการของหน่วยงานและองค์การต่างๆ (เช่น กรมประชาสงเคราะห์)
เรือนที่ 7 การต่างประเทศ การสัมพันธ์ทางการทูต การเมืองภายในและภายนอกประเทศ ความเป็นอยู่ของประชาชน การแต่งงานหรือการสมรสของประชาชนตามประเพณีของชาติบ้านเมืองนั้นๆ สินค้าขาเข้า-ออก ประเทศที่เป็น
คู่สงคราม
เรือนที่ 8 นโยบายของรัฐ ความสัมพันธ์ทางการเงินกับต่างประเทศ สภาองคมนตรี
โรคระบาด สำมะโนครัวคนเกิด-คนตาย ภาษีอากร การกู้เงินของประเทศ
เรือนที่ 9 การคมนาคมทางทะเล อุตสาหกรรมการก่อสร้างเกี่ยวกับเครื่องบิน เรือเดินทะเล มหาวิทยาลัย วิทยาศาสตร์ การศาสนา สิ่งตีพิมพ์ ข่าวสารการเมือง สถาบันศาสตราจารย์ กระทรวงการต่างประเทศ การโฆษณาทุกชนิด
เรือนที่ 10 คณะรัฐบาล กษัตริย์ ประธนาธิบดี นายกรัฐมนตรี บุคคลสำคัญของชาติ การค้าของประเทศ โรงงานอุตสาหกรรมหนัก-เบา การเกษตร สินเชื่อและอำนาจ เกียรติคุณ ชื่อเสียงของประชาชนและของประเทศ
เรือนที่ 11 รัฐสภา สภาสามัญ สภาท้องถิ่น นโยบายและความมุ่งหมายของชาติ สัมพันธภาพทางการทูต สัมพันธมิตรกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทุนสำรองของประเทศชาติ เงินกู้ของรัฐที่เกิดดอกออกผลแก่ประชาชน
เรือนที่ 12 จลาจล อาชญากร สมาคมลับ หรือคณะพรรคลับ องค์การประชาสงเคราะห์ทั่วไป โรงพยาบาลโรคจิต สถานที่รับเงินการกุศล การวินาศกรรม การทุกข์ระทม และความสูญเสียของชาติ
ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วนะครับ ว่าความหมายแต่ละภพหรือเรือนนั้นก็หมายไปถึงเรื่องราวได้หลายอย่าง หากจะอธิบายโดยละเอียดก็จะกินเนื้อที่หน้ากระดาษมากเกินไป ผมจะสมมุติอย่างง่ายๆ ว่า ดาวอังคารถ้าเป็นดวงชะตาบุคคลหรือทายจรก็เป็นดาวบู๊ ทะเลาะ วิวาท ชกต่อย แต่เมื่อวิจารณ์ตามดวงเมือง หมายถึงการสงคราม การจลาจล โรคระบาดอย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าอธิบายกันอย่างง่ายๆ ธรรมดาๆ คงเข้าใจดี
ส่วนแนวทางวิธีพยากรณ์-ชาตาบ้านเมือง มีกฎเกณฑ์อีกหลายประการ คือ
1.ต้องคำนวณแผนผังชาตาเมืองนั้นๆ เมื่อดวงอาทิตย์ยกเข้าราศีจุดทวารราศีแห่งฤดูกาล แม่ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นแม่ธาตุของจักรราศี คือ
1.มสันตวิษุวัต ภาคของราศีเมษ-พฤษภ-
เมถุน
2.ศริษมายัน ภาคของราศีกรกฎ-สิงห์- กันย์
3.ศารทวิษวัต ภาคของราศีตุลย์-พิจิก - ธนู
4.เหมายัน ภาคของราศีมังกร-กุมภ์-มีน
การใช้หลักอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีทวารนั้น ใช้เป็นมูลฐานการพยากรณ์เหตุการณ์ภายในรอบ 3 เดือน ดังนั้น ดาวทั้ง 4 ทวารจึงใช้เป็นหลักการพยากรณ์ได้ 1 ปีพอดี
2.คำนวณดวงอมาวสี หรือ วันดับ ซึ่งเกิดขึ้นจากการจรดาวของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ในจักรราศีดวงจันทร์กุมดาวอาทิตย์ต้องสนิทองศา ลิปดา ฟิลิปดา ในเวลาเท่านั้นเท่านี้พอดี (เวลาอมาวสี ปฏิทินฝรั่งเขาระบุไว้เสร็จ) เมื่อจุดเวลาอมาวสีอยู่ในราศีไหน ก็ใช้จุดราศีนั้นทายเหตุการณ์ประจำเดือนหนึ่งๆ แล้วดูว่าสัมพันธ์ได้โยคเกณฑ์กับดาวเคราะห์ใดบ้าง แต่ถ้าวันอมาวสีมีดาวเคราะห์หลายดวงอยู่ในเรือนหรือเรือนมุม (คือ ภพ 1-4-7-10) แสดงว่า ดวงอมาวสีดวงนั้น ต้องมีความสำคัญเป็นพิเศษ แต่ถ้าไม่มีและไม่ได้สัมพันธ์กับอะไรก็พยากรณ์เหตุการณ์ธรรมดาๆ
3.คำนวณดวงปุรณมี หรือวันเพ็ญ เกิดจากดวงจันทร์เล็งดวงอาทิตย์ได้ 180 องศา ของทุกๆ เดือน แห่งวันอมาวสี สำหรับใช้พยากรณ์เหตุการณ์ในระยะ 15 วัน การพิจารณาตำแหน่งดาวเคราะห์ก็พิจารณาว่ามีดาวเคราะห์ดวงในสัมพันธ์กัน หรือ อยู่ในเรือนใด มุมใด ในดวงอมาวสีด้วย
4.หากมีสุริยุปราคา หรือมีอุปราคาในเรือนใด ต้องถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะการเกิดขึ้นย่อมเป็นสัญลักษณ์ไปในทางไม่ดีมากกว่าดี แม้ดวงชาตาบุคคลก็เหมือนกัน
5.ถ้าดาวเคราะห์ที่สำคัญๆ กุมกัน นั่นหมายความว่าจะต้องมีส่วนสำคัญๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน (อย่างเช่นเมื่อปี 2505 ดาว 9 ดวงกุมกันในราศีมังกร ซึ่งเป็น 10 แก่ลัคนาเมืองไทยเราอย่างนี้ เป็นต้น)
ตามที่ได้อธิบายมาพอเป็นสังเขปเช่นนี้ คงจะมีท่านผู้อ่านที่เคยสงสัยคงจะถึง บางอ้อ กันบ้าง สำหรับกระผมขอยอมรับว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม เท่านั้น เพราะทรรศนะของกระผมเห็นว่า เรื่องการหม้อข้าวสำคัญกว่าการเมือง จึงเขียนเท่าที่ได้รู้มาเช่นนี้ แต่ความจริงแล้ว ยังมีประเด็นแยกแยะออกไปอีก เช่น สุริยุปราคาเกิดขึ้นราศีไหนจะเป็นยังไง อุปราคาเกิดขึ้นแก่ราศีนั้นๆ จะมีอะไรเกิดขึ้น เช่น ตามหลักครูจันทร์ดับบังเกิดสุริยุปราคาแต่ละฤกษ์ราศี
ตัวอย่างดวงเมืองสนธิกับอุปราคา
แผนภูมิดาวจรเฉพาะดาวพระเคราะห์วงนอกของโลก
สนธิกับปราฏการณ์ทางธรรมชาติ
จันทร์เพ็ญ : จันทร์ดับ : อุปราคาในรอบปี พ.ศ. 2468 (69)

| <<กลับสู่หน้าู่ความรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์ไทย | กลับสู่หน้าหลัก >> |